เอื้องแซะ


เอื้องแซะ กล้วยไม้ศรัทธาแห่งรัก

         กลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ป่าจากภูสูงในช่วงปลายเหมันตฤดูยามนี้ คงมีน้อยคนนักที่เคยได้กลิ่นของดอกเอื้องแซะจากธรรมชาติ เนื่องจากเป็นกล้วยไม้ที่หายากชนิดหนึ่ง แต่ทว่าความงดงามของดอก และกลิ่นหอมนั้นคล้ายดั่งดอกพิกุล ที่ใครที่ได้เคยสัมผัสคงยากนักที่จะลืมได้ลง จนมีคนเคยกล่าวไว้ว่า กลิ่นหอมของดอกเอื้องแซะนั้นแม้จะได้กลิ่นเพียงชั่วขณะหนึ่งก็หอมหวลติดตรึงหัวใจไปแสนนาน เป็นกลิ่นหอมที่ทำให้รู้สึกเย็นสบาย สดชื่น และเยือกเย็น กลิ่นหอมแบบลึกลับชวนให้ใหลหลง

          ตามตำนานของชาวเหนือที่เกี่ยวข้องกับดอกเอื้องแซะนั้น ได้ถูกเล่าขานสืบทอดต่อๆ กันมา เป็นเรื่องของความรักระหว่างหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ชายหนุ่มได้บอกกับหญิงสาวคนรักของตนว่าจะไปหาเงินทองมาสู่ขอเธอแต่งงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป หนุ่มคนรักก็ไม่กลับมา แม้แต่ข่าวคราวหญิงสาวก็ไม่ได้รับรู้ ไม่แม้แต่สักนิดที่หญิงสาวจะคิดคลางแคลงใจว่าคนรักจะลืมเลือนหรือแปรเปลี่ยนใจให้คนอื่นเสียแล้วหรือแม้แต่ว่าเขาได้ล้มหายตายจากเธอไป หญิงสาวยังคงรอด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ทุกคืนก่อนนอนเธอจะไหว้พระอธิษฐานขอให้คนรักกลับคืน จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อเธอสิ้นใจด้วยจิตที่ยังผูกพัน วิญญาณเธอจึงลอยไปหุ้มห่มเป็นขนสีดำเหมือนความโศกเศร้าในจิตใจกับต้นดอกเอื้องแซะ ยามดอกเอื้องแซะบานจะส่งกลิ่นหอมแรงมาก กลิ่นหอมจะฟุ้งขจรขจายไปตามสายลม โศกนาฏกรรมความรักแห่งตำนานนี้ได้เป็นเค้ามูลของเพลงเอื้องแซะ ซึ่งแต่งคำร้องทำนองโดยคุณปฏิญญา ตั้งตระกูล และขับร้องโดยคุณสุนทรี เวชานนท์

 

“กลีบ ขาวนวล กลิ่น เย้ายวน จวน ใฝ่ฝัน เมินมา..แซม ผมงาม นาม นั้นฤา คือ

เอื้องแซะหลวง บวงสรวง เตวา ฮืม....

ศรัทธา ใฝ่หา วิญญา ฮ่ำฮ้อง หัวใจ๋ ใฝ่ปอง กู่ก้องฮ้อง ฮ่ำหา...

เอื้อง แซะงาม เมื่อยามฮักมา ดั่ง กำสัญญา ว่าใจหนอ รอคอย..

ลม แล้งเอย อย่าเลยพัดพา จ้วยนำฮักมาข้ามฟ้า แดนดอย ฮืม....

ศรัทธา ข้าน้อย รอคอย..คอยหา คำมั่น สัญญา บ่ลา ร้างห่างไป

เอื้องขาวนวล เจ้าเย้ายวน กลิ่นครวญชวนเชย ความฮักเอย ฮื้อมาแนบทรวง

วิญญาณ ผู้เกยผิดหวังยังรอขอคุ้มอุ้มชู ผู้บูชาฮักแต๊ แน่ จง สมหวัง

กลีบ ขาวนวล กลิ่น เย้ายวน ชวน ใฝ่ฝัน มั่นฟ้า..

เอื้อง แซะงาม ขอความ ฮักมา ดั่งกำสัญญาว่าใจหนอ รอคอย ฮืม.......

ศรัทธา ข้าน้อย รอคอย..คอยหา คำมั่น สัญญา บ่ลา ร้างห่างไป..

เอื้องขาวนวล เจ้าเย้ายวน กลิ่นครวญชวนเชย ความฮักเอย ฮื้อมาแนบทรวง

วิญญาณฮักตี้ผิดหวังยังรอขอคุ้มอุ้มชู ผู้บูชาฮักแต๊ แน่จง สมใจ

                              วิญญาณฮักตี้ผิดหวังยังรอขอคุ้มอุ้มชู ผู้บูชาฮักแต๊ แน่จง สมใจ”

 

          ดอกเอื้องแซะจึงได้เป็นตัวแทนแห่งความรักที่มั่นคง ดั่งความเชื่อที่ว่าหากชายใดได้เอาดอกเอื้องแซะแซมผมให้หญิงคนรักแล้วนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนรักรับรู้ได้ว่าชายผู้นั้นมีความรักต่อเธอจริง ยกย่องเธอเสมอเหมือนที่เอื้องแซะเป็นของสูงก็ต้องคู่ควรกับหญิงสาวที่ตนรัก ตามความเชื่อนี้มีหญิงสาวจำนวนไม่น้อยที่แซมเกล้ามวยผมด้วยดอกเอื้องแซะ เพื่อหวังว่าจะช่วยนำพาให้ได้พบกับความรักและพร้อมที่จะรอชายผู้ที่มีรักแท้สักครา นอกจากความเชื่อในเรื่องความรักแล้ว การแซมดอกเอื้องแซะที่มวยผมยังเป็นการบูชาขวัญที่สถิตอยู่บนกระหม่อม เป็นการบูชาด้วยดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง นอกจากจะเป็นการประดับตกแต่งเกล้ามวยผมเพื่อความสวยงามแล้ว ยังช่วยให้เรือนผมนั้นมีกลิ่นหอมในคราเดียวกันด้วย

          ศรัทธาแห่งความรักในอีกแง่มุมหนึ่งที่แสดงถึงความจงรักภักดีที่มีมาแต่อดีตกาล กล้วยไม้ดอกเอื้องแซะหอมแห่งดินแดนเมืองสามหมอก ซึ่งเมืองแม่ฮ่องสอนในขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรล้านนา ในสมัยที่พระเจ้าอินทวิชยานนท์เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๑๓ – ๒๔๓๙) ดอกเอื้องแซะถือเป็นหนึ่งในเครื่องบรรณาการสู่นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ และเป็นเครื่องบรรณาการของอาณาจักรล้านนาเพื่อมอบให้แก่กรุงรัตนโกสินทร์ กล้วยไม้สูงค่า และจัดว่าเป็นไม้ต้องห้ามของราชวงศ์ล้านนาเมื่อราว ๗๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา ถือเป็นเครื่องสักการะชั้นสูงใช้เป็นเครื่องบรรณาการ เพื่อแสดงถึงความเคารพและจงรักภักดีอย่างยิ่ง ตามตำนานเล่าขานของคนแม่สะเรียง ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มีการบันทึกไว้ว่า ในสมัยโบราณ ดอกเอื้องแซะนี้ เป็นหนึ่งในเครื่องบรรณาการที่ชาวลัวะที่อาศัยในดินแดนแถบเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ได้ส่งมาถวายให้เจ้ามหาชีวิตหรือกษัตริย์ผู้ครองนครล้านนาแทนการเกณฑ์แรงงาน เป็นของสูงค่าจากผืนป่าสู่คุ้มหลวงแลหอคำ จนมีคำกล่าวว่า “เอื้องแซะ ของสูงค่า......คนต่ำใต้ลุ่มฟ้าอย่าหมายได้ชมเชย” อ. มาลา คำจันทร์ ปราชญ์ล้านนา และกวีซีไรต์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของเอื้องแซะที่มีต่อวิถีชีวิตของคนล้านนา ว่า ดอกเอื้องแซะนั้นเป็นของสูง หายาก ต้องใช้ความพยายาม นานๆ ถึงจะได้เห็น ดังในสมัย ที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ เสด็จประพาสเมืองเชียงใหม่ ชาวลัวะชาวดอย ต่างไปเซาะแสวงหาเอื้องแซะมาถวาย เพราะเป็นดอกเอื้องที่มีกลิ่นหอมนาน ไม่เหมือนดอกเอื้องทั่วไป

         คนพื้นถิ่นเมืองแม่ฮ่องสอนนิยมนำเอื้องแซะมาปักกระถางหรือจะเป็นขันเงินขันทองที่มีดินทรายพอให้ชื้น ถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อแสดงความเคารพสักการะแด่พระรัตนตรัย ชาวบ้านยังนิยมมอบให้ผู้อาวุโสที่ตนเคารพนับถือเพื่อแสดงความเคารพหรือประดับภายในอาคารบ้านเรือน นอกจากดอกเอื้องแซะจะมีความสวยงดงามแล้ว ยังส่งกลิ่นที่หอมแรงเป็นแรมเดือน

 

เอื้องแซะ (Dendrobium scabrilingue Lindl.) เอื้องแซะหลวง เอื้องแซะหอม

          พบครั้งแรกในประเทศพม่า ต่อมาในปี ค.ศ. 1859 Sir John Lindley ได้ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์ ระบุชื่อชนิดที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน 2 คำ คือ คำว่า scaber แปลว่า ขรุขระ และ lingua แปลว่า ลิ้น หมายถึงด้านบนของกลีบปากที่มีผิวขรุขระ (สลิล สิทธิสัจจธรรม) ด้วยความสวยงดงามและกลิ่นหอมที่โดดเด่นไม่เหมือนกล้วยไม้ชนิดใดนั้นเองที่ทำให้ดอกเอื้องแซะเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะคงมีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ว่าเอื้องแซะเป็นพืชเฉพาะถิ่น มีที่ถิ่นกำเนิดอยู่บนพื้นที่สูง หากนำไปเลี้ยงในที่ที่มีสภาพอากาศไม่เหมาะสมแล้ว ต้นเอื้องแซะก็มีแต่โทรมกับทรุด และตายไปในที่สุด จากสภาพการณ์ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้อันเป็นแหล่งกำเนิดถูกทำลายลงอย่างมาก ตลอดจนปัญหาการลักลอบเก็บต้นเอื้องแซะออกจากป่าเพื่อจำหน่ายคราวละมากๆ ส่งผลให้จำนวนเอื้องแซะในป่าลดปริมาณลงอย่างต่อเนื่องทุกปี ความทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยต่อสถานภาพของเอื้องแซะในปัจจุบัน ทั้งเกรงว่าจะสูญพันธุ์เสียสิ้นจากแผ่นดินนี้ ดังเห็นได้จาก ทรงมีพระราชดำรัส ในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ดังนี้

          “การดูแลรักษาเอื้องแซะ ทรงเน้นให้ห้ามไม่ให้คนเข้าไปนำดอกเอื้องแซะในป่าออกมาขาย และให้เพิ่มจำนวนเอื้องแซะคืนสู่ป่าให้มาก โดยขยายพันธุ์แล้วส่งเสริมให้ประชาชนนำไปปลูกในป่า และให้ชักชวนให้ประชาชน เข้ามาร่วมกันดูแล และขยายพันธุ์เอื้องแซะให้มากขึ้น”

 

          ไม่ว่าบทสรุปของความรักของมวลมนุษยชาติจะเป็นเช่นไร ดอกเอื้องแซะก็ยังคงเป็นกล้วยไม้ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความรักและการรอคอย เป็นตัวแทนแห่งความรักและความศรัทธา เป็นกล้วยไม้สูงค่าที่อยู่เคียงคู่ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของคนถิ่นล้านนามาอย่างยาวนาน ห่วงเสียแต่ว่าต่อไปภายภาคหน้าคนรุ่นต่อไปจะได้เห็นเพียงแต่ภาพเอื้องแซะ และตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น หากพวกเรามิได้ใส่ใจในการช่วยกันอนุรักษ์ และขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวนกล้วยไม้ชนิดนี้คืนสู่อ้อมกอดแห่งผืนป่าอย่างจริงจัง อีกทั้งยังเป็นการสนองพระราชประสงค์ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อให้เอื้องแซะนั้นอยู่คู่กับวิถีชีวิตคนล้านนาสืบต่อไปตราบนานเท่านาน แม้ภาพถ่ายของดอกเอื้องแซะจะสวยสดงดงามเพียงใดก็ไร้ซึ่งกลิ่นหอม ที่เมื่อใครได้กลิ่นก็จะหวนคำนึงถึงได้ทุกคราไป อย่าให้ความสวยงดงามแลกลิ่นหอมหวลของดอกเอื้องแซะนั้นหายไปจากวิถีชิวิตคนถิ่นล้านนาเลย

 

                                  “เอื้องแซะหลวง มิ่งไม้       ดอกหอม

                      หวลกลิ่นอบอวลตอม                     ภู่ผึ้ง

                      สักการะนบน้อม                             นำสู่นครา                    

                      ขาวกลีบนวลหอมซึ้ง                     ค่าล้ำบูชา”                               

                                                                                                      

กวีศิลป์   คำวงค์


ภาพประกอบ

วิดีทัศน์