ใบโพธิ์ที่หายไป


ใบโพธิ์ที่หายไป

เรื่อง ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ

แล้วชีวิต อ่อนใส เขียวใบไม้    ค่อยพลิกไหวพบละอองของแดดอ่อน

บทเริ่มต้นตามลีลาความอาทร              ผลิใบซ้อนก่อนใบซบลงทบดิน

เพื่อเป็นไม้ใหญ่ให้คุณค่า        กาลเวลาชี้วัดตัดสิน

อาศัยแสงแดดอาจิณ                         น้ำดินลำดับด่านการควบคุม

            นี่คือบางส่วนจากบทประพันธ์เรื่องชีวิตและเงื่อนไข ในหนังสือชื่อ ใบไม้ที่หายไป’ เมื่อได้อ่านแล้วทำให้นึกถึงภาพต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ต้นหนึ่ง ที่มีลำต้นสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มใบปกคลุมให้ร่มเงา และเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูผลัดใบไม้ต้นนั้นก็สละทิ้งใบและปล่อยลำต้นไร้ใบให้ยืนตระหง่านอยู่อย่างสงบ เพียงเพื่อรอเวลาผลิใบอ่อนเขียวสดใส และกลับมาเขียวครึ้มใบใหม่อีกครั้ง

ก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของโลกอย่างต้นเบาบับ ((Baobab Tree) ซึ่งอุทยานหลวงราชพฤกษ์ได้นำมาปลูกไว้เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มีโอกาสมาสัมผัสความยิ่งใหญ่ของมันโดยไม่ต้องบินไปไกลถึงประเทศแอฟริกาหรือออสเตรเลีย แต่ถึงกระนั้นกว่าต้นเบาบับในอุทยานหลวงราชพฤกษ์จะกลายเป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ก็คงต้องใช้เวลาในการเจริญเติบโตเป็นเวลาสิบๆ ปีหรืออาจจะร้อยปี กว่าพวกเราจะได้เห็นความยิ่งใหญ่และความมหัศจรรย์ของมัน

แต่ถ้าเราลองสังเกตให้ดีจะเห็นว่าภายในอุทยานหลวงราชพฤกษ์ มีไม้ต้นขนาดใหญ่ต้นหนึ่งอายุของมันน่าจะหลายสิบปี ยืนหยัดมั่นคงสงบนิ่งอยู่ที่นี่มาอย่างยาวนานก่อนหน้าที่จะสร้างสวนแห่งนี้ขึ้นมาเสียอีก ต้นไม้ต้นที่ว่านี้มีชื่อว่า ต้นโพธิ์หรือต้นศรีมหาโพธิ์ (อยู่ที่บริเวณด้านหลังอาคารนิทรรศการถาวร ภายในอุทยานหลวงราชพฤกษ์ หากอยากเข้าไปชื่นชมใกล้ๆ แนะนำว่าให้เดินไปที่ทางเข้าสวนไม้หอม) ถ้าได้มาเห็นในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนนี้ ก็จะได้เห็นยอดอ่อนของต้นโพธิ์ที่กำลังค่อยๆ แทงออกมารับลมร้อนของฤดูแล้งที่กำลังมาเยือน เพราะก่อนหน้านี้ต้นโพธิ์ผลัดใบจนหมดต้นไปแล้วในช่วงฤดูหนาว

ต้นโพธิ์ หรือที่ทางภาคเหนือเรียกว่าต้นสลี เป็นพรรณไม้พวกเดียวกับไทร มะเดื่อ และกร่าง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ficus religiosa L. อยู่ในวงศ์ไม้ไทร (Moraceae) ซึ่งพรรณไม้ในวงศ์นี้แทบทั้งหมดจะมียางขาว ชาวศรีลังกาเรียกว่า Bodhi Tree และชาวอินเดียเรียกว่า Pipal Tree เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 20-30 เมตร ลำต้นใหญ่และสั้นกิ่งแผ่ขยาย มีรากอากาศไม่มาก  ใบเดี่ยวออกเวียนสลับถี่ รูปหัวใจ ขนาด 8-15 x 12-24 เซนติเมตร ปลายแหลมเป็นหางยาว ช่อดอกรูปคล้ายผล ออกที่ซอกใบ ดอกสีเหลืองนวลขนาดเล็ก แยกเพศ และมีจำนวนมากอยู่ภายในฐานรองดอก ผลเป็นผลรวมรูปกลม ติดอยู่ตอนปลายๆ ของกิ่ง พอผลแก่จะมีสีออกสีแดงคล้ำ เป็นอาหารของพวกนกได้เป็นอย่างดี และมีประโยชน์ทางยาสำหรับคนด้วย เช่น เปลือกต้น ทำยาชงหรือยาต้ม แก้โรคหนองใน ใบและยอดอ่อน แก้โรคผิวหนัง ผล เป็นยาระบาย เป็นไม้ท้องถิ่นของประเทศอินเดียจนถึงเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกดอกออกผลตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด การปลูกเหมือนไม้ใหญ่ทั่วไป แต่ในหลุมให้ใส่พวกเศษอิฐหรือเศษกระถางแตกลงไป เพื่อให้รากโพธิ์ได้เกาะยึด ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการปลูกต้นโพธิ์คือ ฤดูฝนและฤดูหนาว

คนโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นโพธิ์ไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความร่มเย็น เพราะต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ที่มีความเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น ด้วยเป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเลือกประทับในระหว่างบำเพ็ญพรตเพื่อค้นหาสัจธรรม จนกระทั่งพระองค์ได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาน คือ อริยสัจ อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อวันเพ็ญเดือน 6 ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ จึงเห็นได้ว่าตามวัดวาอารามแทบทุกวัดจะมีต้นโพธิ์ ในทางพระพุทธศาสนาจึงเปรียบให้พรรณไม้เช่นต้นโพธิ์เป็นเสมือนตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวพุทธจึงนับถือต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์

บ่อยครั้งที่มนุษย์เราดึงเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับธรรมชาติ แต่ด้วยว่าธรรมชาติยิ่งใหญ่จนไม่สามารถนำมาตรใดๆ ในโลกมาวัด จึงเทียบอะไรไม่ได้กับมนุษย์ตัวเล็กจ้อยอย่างเรา ถึงกระนั้นก็แน่ใจว่าผู้ที่สัมผัสและเข้าใจธรรมชาติย่อมค้นพบธรรมมะที่จะช่วยนำพาชีวิตผ่านเงื่อนไขบางอย่างในบางช่วงเวลาไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก..

 

                                    เราอาจเหมือนต้นไม้          อ่อนไหวต่อแดดร้อนรุ่ม

เพื่อการเติบใหญ่ใบคลุม                 ความสุขุม(ถ้ามีได้)ต้องใช้มัน

เราอยากงอกงาม              สำเร็จสมความใฝ่ฝัน

เติบกล้าท้าแสงตะวัน                     ยึดมั่นไม่พรั่นแรงลม

และนี่คือเงื่อนไข              ถ้าเราอยู่ในความเหมาะสม

อยากเป็นต้นไม้ไม่ล้ม                    รากต้องจมหยั่งตรงลงลึกพอ

                                                                                                               จีระนันท์ พิตรปรีชา -

ภาพประกอบ

วิดีทัศน์